วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

บทที่ 4 การเลือกพื้นที่บนรูปภาพ


การเลือกพื้นที่  คือ  การกำหนดขอบเขตอาณาบริเวณบนรูปภาพเพื่อนำมาใช้งานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดขอบเขตเพื่อคัดลอกภาพ  (Copy) ,เคลื่อนย้าย (Cut)  , ปรับค่าสี (Adjustment) , ปรับทิศทาง หรือ รูปทรงของรูปภาพ  (Transform)  ตลอดจนการตกแต่งด้วยสไตล์ต่าง ๆ  ฯลฯ

วิธีการเลือกพื้นที่เป็นการเลือกพิกเซล  (Pixel)  ของรูปภาพมาใช้งานด้วยคำสั่งอื่น ๆ ของ Photoshop  ซึ่งวิธีการนี้จะเรียกว่า  การเลือกพื้นที่แบบบิตแมพ (Bitmap)”  สามารถทำได้โดยใช้เครื่องมือประเภท  Marquee  Tool , Lasso  Tool , Magic Wand  หรือ  Color  Range  เป็นต้น  โดยที่การเลือกพื้นที่ด้วยวิธีการเหล่านี้จำเป็นต้องกำหนดค่าออปชั่น  (option)  เฉพาะของแต่ละเครื่องมือด้วย  เพื่อเป็นการบังคับให้ขอบเขตพื้นที่นำไปใช้งานได้ตรงต่อความต้องการ โดยมีรายละเอียดของการใช้เครื่องมือและคำสั่งต่าง ๆ ดังนี้ 
Marquee  Tool  เป็นเครื่องมือสำหรับใช้กำหนดขอบเขตหรือพื้นที่บนรูปภาพ  เพื่อนำพื้นที่ที่ได้ไปประยุกต์ใช้งานต่าง ๆ ต่อไป  โดยพื้นที่เหล่านี้สามารถใช้งานข้ามเลเยอร์  หรือข้ามไฟล์  ส่วนใหญ่แล้วค่าออปชั่นที่กำหนดในการใช้เครื่องมือ  Marquee  Tool  คือค่าออปชั่น  Feather  (กำหนดให้บริเวณขอบมีความนุ่มนวล)
ในการใช้งาน   Marquee  Tool    บน  Toolbox  ให้คลิกเมาส์เลือกไอคอน  จะเห็นว่าจะมีเครื่องหมายสามเหลี่ยมเล็ก ๆ อยู่ด้านล่าง ทางขวามือของไอคอน  ซึ่งแสดงว่าไอคอนนี้มีคำสั่งย่อยซ่อนอยู่อีก  วิธีการใช้งานคำสั่งย่อยนี้ให้คลิกเมาส์ค้างไว้ที่ปุ่มสามเหลี่ยมนี้ซึ่งจะปรากฏไดอะล็อกซ์บล็อกซ์คำสั่งย่อยแสดงขึ้นมาให้เลือกใช้ได้  โดยคลิกเมาส์ที่คำสั่งย่อยที่ต้องการ 
โดยเมื่อเลือกใช้คำสั่งใน  Marquee  Object  Tool  แล้วในส่วนของ  Option  bar  จะมีรายละเอียดของคำสั่ง  ดังนี้ 


วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

บทที่ 3 การจัดวางวัตถุในจอภาพ

รูปแบบและแนวคิดในการสร้างงาน

1.รูปแบบและแนวคิดในการสร้างงาน

     1.1 องค์ประกอบในการทำงาน

              1.1.1 รูปทรง (Form) คือ โครงสร้างทางวัตถุของงานศิลปะ ได้แก่ รูปร่างทั้งภายนอก
และภายในของสิ่งที่ปรากฏ ให้เห็น หรือหมายถึง ส่วนเดียวกัน หน่วยเดียว หรือกลุ่มของหน่วยที่
ประกอบเข้าด้วยกันก็ได้
              1.1.2 เรื่อง (Theme) คือ ลักษณะทางความรู้สึกหรือทางนามธรรมของโครงสร้างหรือ

รูปทรงได้แก่ เรื่องราว ความคิด อารมณ์ คือความหมายที่ศิลปินต้องการแสดงออก หรือต้องการสื่อ
ความหมายความเหมาะสมกับการแสดงออก
              1.1.3 เทคนิค (Technique) คือ โครงสร้างทางวัสดุ ผีมือ การใช้วัสดุ ความคงทน 
และความสมเหมาะกับการแสดงออก
              ทั้ง 3 ส่วนนี้ จะต้องประสานกันอยู่สมบรูณ์ เทคนิคจะต้องเกื้อกูลแก่รูปทรง และรูปทรง
จะต้องสร้างขึ้นตามความจำเป็นของเรื่องที่ต้องการแสดงออก
              1.1.4 เนื้อที่ว่าง (Space) คือ พื้นที่ที่ให้มวลธาตุทัศนศิลป์ ได้แก่ เส้น แสงเงาเนื้อที่ว่าง
 สี และลักษณะพื้นผิว มาประกอบกัน อาจกล่าวได้ว่าเนื้อที่ว่างเป็นเสมือนสนามหรือเวทีให้
องค์ประกอบศิลป์ต่างๆ ปรากฏตัวหรือแสดงออก พื้นที่ว่างสามารถแบ่งได้เป็นพื้นที่ว่างทางลบ 
คือ บริเวณโดยรอบวัตถุและพื้นที่ว่างทางบวก คือ บริเวณว่างที่ตัวของวัตถุ
              คำจำกัดความของเนื้อที่ว่าง
1.      ปริมาตรของวัตถุหรือรูปทรงที่อยู่บนพื้นที่



              

                2.      ปริมาตรของระยะห่างหรือช่องไฟในการออกแบบงานต่างๆ ต้องคำนึงช่วงระยะให้มี
ความสัมพันธ์กัน


                     3.      ปริมาตรของความว่างที่ถูกล้อมด้วยขอเขตหรือผัง

             4.      พื้นที่ว่างหรือพื้นที่ทางกายภาพหากมีการใช้วิธีทำให้เกิดความลึกขึ้น จะเรียกว่าพื้นที่
และความลึกแบบลวงตา มีรายละเอียดดังนี้
  1. การจัดรูปแบบ (Format) คือ เนื้อที่ว่างสำหรับงานก่อนที่จะสร้างรูปทรงลงไม่เป็น
เนื้อที่ว่างและแบน มี 2 มิติ
   2. รูปทรง – เนื้อที่ว่าง(Form-Space) เมื่อมีสิ่งหนึ่งปรากฏขึ้นบนเนื้อที่ว่างเรียกสิ่ง
นั้นว่า รูปทรง ในงานศิลปะชิ้นหนึ่งจะมีรูปทรงและเนื้อที่ว่างประกอบกันอยู่
    3. รูป-พื้น (Figure-Ground) ในงานจิตรกรรมหรือภาพพิมพ์ รูปทรงหรือรูปในที่นี้
ไม่ได้หมายถึงแค่รูปคน สัตว์ หรือสิ่งของเท่านั้น แต่หมายถึงรูปทรงทุกชนิดรวมทั้งรูปทรง
แบบนามธรรม ส่วนบริเวณที่ว่างที่แสดงความลึกหรือไม่นั้น เรียกว่า เนื้อที่ว่างหรือพื้น

การจัดองค์ประกอบกิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจกิจกรรม

ส่งเสริมการเรียนรู้

2. การจัดองค์ประกอบ
การจัดองค์ประกอบศิลป์ประกอบด้วยหลักการดังนี้
     2.1 การจัดองค์ประกอบเกี่ยวกับเส้น
          การจัดองค์ประกอบเกี่ยวกับเส้น เป็นการนำเส้น เป็นการนำเส้นในลักษณะต่างๆ เช่น เส้นตรง
 เส้นโค้ง เส้นคด เส้นคลื่น เส้นฟันปลา เส้นสั้นยาวเส้นระนาบ เส้นดิ่ง มาประกอบกันให้เกิดความ
สัมพันธ์

     2.2 การจัดองค์ประกอบเกี่ยวกับน้ำหนัก
          การจัดองค์ประกอบเกี่ยวกับน้ำหนัก เป็นการใช้น้ำหนักของความสว่างและความมืดหรือ
ความอ่อน-แก่ของสี จากสีขาว สีเทา และสีดำ นำมาประกอบกันในลักษณะต่างๆ ทั้งตามความเป็นจริง
หรือเพิ่มเติมให้มากขึ้นตามทัศนะส่วนตัวตามจินตนาการและประสบการณ์ ผู้สร้างสรรค์สามารถใช้
น้ำหนักอ่อน-แก่ ตามแนวความคิดและจุดประสงค์ที่ต้องการ

     2.3 การจัดองค์ประกอบเกี่ยวกับสี
                การจัดองค์ประกอบเกี่ยวสี เป็นการนำคุณลักษณะของสีอันเป็น ทัศนธาตุที่มีคุณสมบัติ
ครบถ้วนมาประกอบสร้างผลงานงานศิลปะ เพื่อแสดงออกถึงอารมณ์และความคิดฝัน โดยคำนึงถึงความประสานสัมพันธ์ตามจินตนาการและทัศนะส่วนตัว

    2.4 การจัดองค์ประกอบเกี่ยวกับพื้นผิว
          การจัดองค์ประกอบเกี่ยวกับพื้นผิว  เป็นการสร้างสรรค์ผลงานโดยการนำพื้นผิวที่สามารถสัมผัส
ได้จริง หรือการสร้างสรรค์พื้นผิวให้เกิดผลตามความรู้สึกมาประกอบกัน ให้สอดคล้องและส้มพันธ์กัน
ตามความคิดและจินตนาการ
         
 

2.5 การจัดองค์ประกอบแบบสมมาตรและอสมมาตร
     การจัดองค์ประกอบแบบสมมาตรและอสมมาตร (Symmetry) คือ การจัดวางภาพให้มี
ความสมมาตรทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ส่วนการจัดภาพแบบอสมมาตร (Asymmetry) คือ 
การจัดภาพที่ทางด้านซ้ายและขวา มีความแตกต่างกัน แต่เมื่อมองดูภาพ

2.6 ความสมดุล (Balance)
     ความสมดุล หมายถึง น้ำหนักขององค์ประกอบศิลป์ที่จัดวางไว้โดยถ่วงพอกันทั้ง 2 ฝ่ายหรือ 2 ข้าง
     2.6.1  ความสมดุลในธรรมชาติ เกิดจาก วิธี คือ
                1)  เกิดจากการถ่วงดุลของน้ำหนักหรือความขัดแย้ง เป็นแบบเหมือนจริงหรือ
แบบนามธรรมก็ดูสมดุลได้
                2)  เกิดจากการรวมตัวหรือการทำซ้ำๆ กันของสิ่งที่เหมือนกัน เช่น การใช้รูปทรง จุด เส้น
ที่เหมือนกันมาทำซ้ำๆ กันทำให้ภาพนิ่ง ดูสงบ มีความสมดุล จากการมองเห็นหรือจากความรู้สึกของ
พูดชม
     2.6.2  ประเภทของความสมดุล
                1)  ความสมดุลที่ ข้างเท่ากัน (Symmetrical Balanceการใช้รูปทรง สี และส่วนอื่นๆ 
ในปริมาณ จังหวะ ที่เท่ากันด้านซ้ายและด้านขวา วิธีสังเกตคือ ให้สมมติว่ามีเส้นแบ่งกึ่งกลางหน้า
กระดาษในแนวตั้ง แล้วพิจารณาว่าด้านซ้าย และขวาของกระดาษ มีการจัดวางองค์ประกอบคล้ายกัน
 หรือเท่ากันทุกประการ
                2) ความสมดุลที่ 2 ข้างไม่เท่ากัน (Asymmetrical Balance) การใช้รูปทรง สี 
และส่วนอื่นๆ สัดส่วนต่างกัน แต่เมื่อมองดูแล้วจะรู้สึกสมดุลกัน การจัดเช่นนี้จะสร้างจุดสนใจไว้ด้านใด
ด้านหนึ่ง และด้านที่เหลือจะเป็นส่วนสนับสนุน

2.7 ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากรูปทรง (From) และเนื้อที่ว่าง (Space)
     ความเคลื่อนไหวที่มี ลักษณะ
                2.7.1  พลังความเคลื่อนไหวที่สับสนรุนแรง เกิดจากพลังที่ต่อต้านกันอย่างรุนแรง 
แต่อีกฝ่ายหนึ่งมีกำลังมากกว่า เช่น ลมพายุทำลายต้นไม้บ้านเรือนและสิ่งของ หรือกระแสน้ำรุนแรงพัด
เขื่อนพังทลาย
                2.7.2  ความเคลื่อนไหวที่มีการปะทะกันจนเกิดสมดุล พลังมหาศาลที่ต่อต้านกันอยู่ไม่มี
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ่อนกำลัง เกิดพลังที่ถ่วงกับสมดุลอยู่ และให้ความรู้สึกตึงเครียด เช่น เขื่อนกันน้ำที่ยัง
ไม่พัง วัวชนที่กำลังชนกันอยู่ หรือนักวิ่งที่กำลังออกสตาร์ต เป็นต้น
                2.7.3  ความเคลื่อนไหวที่ผ่อนคลาย การเคลื่อนไหวที่มีพลังน้อย เอื่อยเฉื่อย ค่อยๆ 
คลายความตึงแล้วประสานกัน เช่น เขื่อนที่พังแล้วน้ำไหลแรงในตอนแรกแล้วค่อยไหลเฉื่อยๆ ลมอ่อนๆ
ที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าไหวน้อยๆ หรือนักกีฬาที่ผ่านหลักชัยแล้ว เป็นต้น

2.8 การจัดวางการวัตถุในจอภาพ
     การจัดวางการวัตถุในจอภาพของนักออกแบบสามารถใช้หลักการจัดองค์ประกอบศิลป์เข้ามาช่วยได้
 ซึ่งการจัดวางวัตถุในจอภาพเป็นการจัดการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ขององค์ประกอบกับการจัดวาง
ตำแหน่งขององค์ประกอบ ดังนี้ได้กล่าวมาแล้วในหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 และ 2 โดยอาจสรุป
เกี่ยวกับการจัดวางวัตถุในจอภาพได้ดังนี้
1.      การจัดวางจุด
2.      การจัดวางเส้น
3.      การกำหนดพื้นหลัง
4.      การกำหนดพื้นที่
5.      การกำหนดน้ำหนักอ่อน-เข้ม
6.      การใช้สี
7.      การกำหนดสัดส่วน
8.      การกำหนดความกลมกลืนและขัดแย้ง
9.      การกำหนดการลดหลั่น
10. การจัดวางโดยใช้จังหวะ


วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

บทที่2 ธาตุทางทัศนศิลป์

ความหมายของทัศนศิลป์

       ทัศนศิลป์ คือ กระบวนการถ่ายทอดผลงานทางศิลปะ การทำงานศิลปะอย่างมีจิตนาการความคิดสร้างสรรค์มีระบบระเบียบ
เป็นขั้นเป็นตอน  การสร้างสรรค์งานอย่างมีประสิทธิภาพสวยงาม มีการปฏิบัติงานตามแผนและมีการพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นต่อเนื่อง

       ทัศนศิลป์คือการรับรู้ทางจักษุประสาท โดยการมองเห็น สสาร วัตถุ และสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ รวมถึงมนุษย์ และสัตว์ จะด้วยการหยุดนิ่ง หรือเครื่อนไหวก็ตาม หรือจะด้วยการปรุงแต่ง หรือไม่ปรุงแต่งก็ตาม ก่อให้เกิดปัจจัยสมมุติต่อจิตใจ และอารมณ์ ของมนุษย์  อาจจะป็นไปในทางเดียวกันหรือไม่ก็ตาม
       
    ทัศนศิลป์เป็นการแปลความหมายทางศิลปะ ที่แตกต่างกันไปแต่ละมุมมอง ของแต่ละบุคคล ในงานศิลปะชิ้นเดียวกัน 
ซึ่งไร้ขอบเขตทางจินตนาการ  ไม่มีกรอบที่แน่นอน ขึ้นกับอารมณ์ของบุคคลในขณะนั้น
       ทัศนศิลป์  เป็นส่วนหนึ่งของวิจิตรศิลป์  ซึ่งเป็นศิลปะที่เน้นคุณค่าทางด้านจิตใจและอารมณ์เป็นสำคัญ
       ทัศนศิลป์  มีความหมายตรงกับภาษาอังกฤษว่า Visual Art  หมายถึง  ศิลปะที่มองเห็น  หรือศิลปะที่สามารถสัมผัส  รับรู้  
ชื่นชมด้วยประสาทตา  สัมผัสจับต้องได้  และกินเนื้อที่ในอากาศ
       ทัศนศิลป์  แบ่งออกเป็น  3  ประเภท  ได้แก่  จิตรกรรม  ประติมากรรม  และสถาปัตยกรรม

ความสำคัญของทัศนศิลป์
     ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยปัจจุบัน  เราพบเห็นความสามารถในผลงานของมนุษย์  ทั้งด้านความคิด  ฝีมือ  ที่ได้พยายาม
จินตนาการ  คิดค้น  เพื่อสนองความต้องการในการดำรงชีวิตประจำวัน  ให้ทั้งประโยชน์ใช้สอย  และสิ่งสวยงามประณีต  เพื่อจรรโลง
ด้านจิตใจ  ความเชื่อ  ความศรัทธา  ไว้ประดับโลก  นอกจากนี้ยังต้องการให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกรับรู้  คล้อยตามชื่นชมไปด้วย


บทที่1 หลักการจัดองค์ประกอบศิลป์

การจัดองค์ประกอบทางศิลปะ 
เป็น หลักสำคัญสำหรับผู้สร้างสรรค์ และผู้ศึกษางานศิลปะ เนื่องจากผลงานศิลปะใด ๆ ก็ตาม ล้วนมีคุณค่าอยู่ ประการ คือ คุณค่าทางด้านรูปทรง และ คุณค่าทางด้านเรื่องราวคุณค่าทางด้านรูปทรง เกิดจากการนำเอา องค์ประกอบต่าง ๆ ของ ศิลปะ อันได้แก่ เส้น สี แสงและเงา รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว ฯลฯ มาจัดเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดความงาม ซึ่งแนวทางในการนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาจัดรวมกันนั้น เรียกว่า การจัดองค์ ประกอบศิลป์ (Art Composition) โดยมีหลักการจัดตามที่จะกล่าวต่อไป
อีกคุณค่าหนึ่งของงานศิลปะ คือ คุณค่าทางด้านเนื้อหา เป็นเรื่องราว หรือสาระของผลงานที่ศิลปินผู้สร้าง สรรค์ต้องการที่จะแสดงออกมา ให้ผู้ชมได้สัมผัส รับรู้ โดยอาศัยรูปลักษณะที่เกิดจากการจัดองค์ประกอบศิลป์นั่นเองหรืออาจกล่าวได้ว่า ศิลปิน นำเสนอเนื้อหาเรื่องราวผ่านรูปลักษณะที่เกิดจากการจัดองค์ประกอบทางศิลปะ ถ้าองค์ประกอบที่จัดขึ้น ไม่สัมพันธ์กับเนื้อหาเรื่องราวที่นำเสนอ งานศิลปะนั้นก็จะขาดคุณค่าทางความงามไป ดังนั้นการจัดองค์ประกอบศิลป์ จึงมีความสำคัญในการสร้างสรรค์งานศิลปะเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้งานศิลปะทรงคุณค่าทางความงามอย่างสมบูรณ์
การจัดองค์ประกอบของศิลปะ มีหลักที่ควรคำนึง อยู่ 5 ประการ คือ

สัดส่วน (Proportion)

สัดส่วน (Proportion) หมายถึง ความสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมระหว่างขนาดของ องค์ประกอบที่แตกต่างกัน ทั้งขนาดที่อยู่ในรูปทรงเดียวกันหรือระหว่างรูปทรง และรวมถึง ความสัมพันธ์กลมกลืนระหว่างองค์ประกอบทั้งหลายด้วย ซึ่งเป็นความพอเหมาะพอดี ไม่ มากไม่น้อย ขององค์ประกอบทั้งหลายที่นำมาจัดรวมกัน ความเหมาะสมของสัดส่วนอาจ พิจารณาจากคุณลักษณะดังต่อไปนี้
1 สัดส่วนที่เป็นมาตรฐาน จากรูปลักษณะตามธรรมชาต ของ คน สัตว์ พืช ซึ่งโดยทั่วไป ถือว่า สัดส่วนตามธรรมชาติ จะมีความงามที่เหมาะสมที่สุด หรือจากรูปลักษณะที่เป็นการ สร้างสรรค์ของมนุษย์ เช่น Gold section เป็นกฎในการสร้างสรรค์รูปทรงของกรีก ซึ่งถือว่า “ส่วนเล็กสัมพันธ์กับส่วนที่ใหญ่กว่า ส่วนที่ใหญ่กว่าสัมพันธ์กับส่วนรวม” ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมีสัดส่วนที่สัมพันธ์กับทุกสิ่งอย่างลงตัว

2 สัดส่วนจากความรู้สึก
 โดยที่ศิลปะนั้นไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความงามของรูปทรงเพียง อย่างเดียว แต่ยังสร้างขึ้นเพื่อแสดงออกถึง เนื้อหา เรื่องราว ความรู้สึกด้วย สัดส่วนจะช่วย เน้นอารมณ์ ความรู้สึก ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ และเรื่องราวที่ศิลปินต้องการ ลักษณะเช่นนี้ ทำให้งานศิลปะของชนชาติต่าง ๆ มีลักษณะแตกต่างกัน เนื่องจากมีเรื่องราว อารมณ์ และ ความรู้สึกที่ต้องการแสดงออกต่าง ๆ กันไป เช่น กรีก นิยมในความงามตามธรรมชาติเป็น อุดมคติ เน้นความงามที่เกิดจากการประสานกลมกลืนของรูปทรง จึงแสดงถึงความเหมือน จริงตามธรรมชาติ ส่วนศิลปะแอฟริกันดั้งเดิม เน้นที่ความรู้สึกทางวิญญานที่น่ากลัว ดังนั้น รูปลักษณะจึงมีสัดส่วนที่ผิดแผกแตกต่างไปจากธรรมชาติทั่วไป

ความสมดุล (Balance)

ความสมดุล หรือ ดุลยภาพ (Balance) หมายถึง น้ำหนักที่เท่ากันขององค์ประกอบ ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ในทางศิลปะยังรวมถึงความประสานกลมกลืน ความพอเหมาะพอดีของ ส่วนต่าง ๆ ในรูปทรงหนึ่ง หรืองานศิลปะชิ้นหนึ่ง การจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ลงใน งานศิลปกรรมนั้นจะต้องคำนึงถึงจุดศูนย์ถ่วง ในธรรมชาตินั้น ทุกสิ่งสิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้โดยไม่ล้มเพราะมีน้ำหนักเฉลี่ยเท่ากันทุกด้าน ฉะนั้น ในงานศิลปะถ้ามองดูแล้วรู้สึกว่าบางส่วนหนักไป แน่นไป หรือ เบา บางไปก็จะทำให้ภาพนั้นดูเอนเอียง และเกิดความ รู้สึกไม่สมดุล เป็นการบกพร่องทางความงาม ดุลยภาพในงานศิลปะ มี 2 ลักษณะ คือ
1. ดุลยภาพแบบสมมาตร (Symmetry Balance) หรือ ความสมดุลแบบซ้ายขวาเหมือนกัน คือ การวางรูปทั้งสองข้างของแกนสมดุล เป็นการสมดุลแบบธรรมชาติลักษณะแบบนี้ใน ทางศิลปะมีใช้น้อย ส่วนมากจะใช้ในลวดลายตกแต่ง ในงานสถาปัตยกรรมบางแบบ หรือ ในงานที่ต้องการดุลยภาพที่นิ่งและมั่นคงจริง ๆ

2. ดุลยภาพแบบอสมมาตร (Asymmetry Balance) หรือ ความสมดุลแบบซ้ายขวาไม่เหมือน กัน มักเป็นการสมดุลที่เกิดจาการจัดใหม่ของมนุษย์ ซึ่งมีลักษณะที่ทางซ้ายและขวาจะไม่ เหมือนกัน ใช้องค์ประกอบที่ไม่เหมือนกัน แต่มีความสมดุลกัน อาจเป็นความสมดุลด้วย น้ำหนักขององค์ประกอบ หรือสมดุลด้วยความรู้สึกก็ได้ การจัดองค์ประกอบให้เกิดความ สมดุลแบบอสมมาตรอาจทำได้โดย เลื่อนแกนสมดุลไปทางด้านที่มีน้ำหนักมากว่า หรือ เลื่อนรูปที่มีน้ำหนักมากว่าเข้าหาแกน จะทำให้เกิดความสมดุลขึ้น หรือใช้หน่วยที่มีขนาดเล็กแต่มีรูปลักษณะที่น่าสนใจถ่วงดุลกับรูปลักษณะที่มีขนาดใหญ่แต่มีรูปแบบธรรมดา

จังหวะลีลา (Rhythm)

จังหวะลีลา (Rhythm) หมายถึง การเคลื่อนไหวที่เกิดจาการซ้ำกันขององค์ประกอบ เป็นการซ้ำที่เป็นระเบียบ จากระเบียบธรรมดาที่มีช่วงห่างเท่าๆ กัน มาเป็นระเบียบที่สูงขึ้น ซับซ้อนขึ้นจนถึงขั้นเกิดเป็นรูปลักษณะของศิลปะ โดยเกิดจาก การซ้ำของหน่วย หรือการสลับกันของหน่วยกับช่องไฟหรือเกิดจาก การเลื่อนไหลต่อเนื่องกันของเส้น สี รูปทรง หรือ น้ำหนัก

รูปแบบๆ หนึ่ง อาจเรียกว่าแม่ลาย การนำแม่ลายมาจัดวางซ้ำ ๆ กันทำให้เกิดจังหวะ และถ้าจัดจังหวะให้แตกต่างกันออกไป ด้วยการเว้นช่วง หรือสลับช่วง ก็จะเกิดลวดลาย ที่แตกต่างกันออกไป ได้อย่างมากมาย แต่จังหวะของลายเป็นจังหวะอย่างง่าย ๆ ให้ความรู้สึกเพียงผิวเผิน และเบื่อง่าย เนื่องจากขาดความหมาย เป็นการรวมตัวของสิ่งที่เหมือนกัน แต่ไม่มีความหมายในตัวเอง จังหวะที่น่าสนใจและมีชีวิต ได้แก่ การเคลื่อนไหวของ คน สัตว์ การเติบโตของพืช การเต้นรำ เป็นการเคลื่อนไหวของโครงสร้างที่ให้ความบันดาล ใจในการสร้างรูปทรงที่มีความหมาย
เนื่องจากจังหวะของลายนั้น ซ้ำตัวเองอยู่ตลอดไปไม่มีวันจบ และมีแบบรูปของการซ้ำ ที่ตายตัว แต่งานศิลปะแต่ละชิ้นจะต้องจบลงอย่างสมบูรณ์ และมีความหมายในตัว งาน ศิลปะทุกชิ้นมีกฎเกณฑ์และระเบียบที่ซ่อนลึกอยู่ภายใน ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน งานชิ้นใดที่แสดงระเบียบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเกินไป งานชิ้นนั้นก็จะจำกัดตัวเอง ไม่ต่าง อะไรกับลวดลายที่มองเห็นได้ง่าย ไม่มีความหมาย ให้ผลเพียงความเพลิดเพลินสบายตาแก่ผู้ชม

การเน้น (Emphasis)

การเน้น (Emphasis) หมายถึง การกระทำให้เด่นเป็นพิเศษกว่าธรรมดา ในงานศิลปะจะต้องมี ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือจุดใดจุดหนึ่ง ที่มีความสำคัญกว่าส่วนอื่น ๆ เป็นประธานอยู่ ถ้าส่วนนั้นๆ อยู่ปะปนกับส่วนอื่น ๆ และมีลักษณะเหมือน ๆ กัน ก็อาจถูกกลืน หรือ ถูกส่วนอื่นๆที่มีความสำคัญน้อยกว่าบดบัง หรือแย่งความสำคัญ ความน่าสนใจไปเสีย งานที่ไม่มีจุดสนใจ หรือประธาน จะทำให้ดูน่าเบื่อ เหมือนกับลวดลายที่ถูกจัดวางซ้ำกันโดยปราศจากความหมาย หรือเรื่องราวที่น่าสนใจดังนั้น ส่วนนั้นจึงต้องถูกเน้น ให้เห็นเด่นชัดขึ้นมา เป็นพิเศษกว่าส่วนอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้ผลงานมีความงาม สมบูรณ์ ลงตัว และน่าสนใจมากขึ้น การเน้นจุดสนใจสามารถทำได้ 3 วิธี คือ
1. การเน้นด้วยการใช้องค์ประกอบที่ตัดกัน (Emphasis by Contrast) สิ่งที่แปลกแตก ต่างไปจากส่วนอื่นๆ ของงาน จะเป็นจุดสนใจ ดังนั้น การใช้องค์ประกอบที่มีลักษณะ แตกต่าง หรือขัดแย้ง กับส่วนอื่น ก็จะทำให้เกิดจุดสนใจขึ้นในผลงานได้ แต่ทั้งนี้ต้อง พิจารณาลักษณะความแตกต่างที่นำมาใช้ด้วยว่า ก่อให้เกิดความขัดแย้งกันในส่วนรวม และทำให้เนื้อหาของงานเปลี่ยนไปหรือไม่ โดยต้องคำนึงว่า แม้มีความขัดแย้ง แตก ต่างกันในบางส่วน และในส่วนรวมยังมีความกลมกลืนเป็นเอกภาพเดียวกัน
2. การเน้นด้วยการด้วยการอยู่โดดเดี่ยว (Emphasis by Isolation) เมื่อสิ่งหนึ่งถูกแยก ออกไปจากส่วนอื่น ๆ ของภาพ หรือกลุ่มของมัน สิ่งนั้นก็จะเป็นจุดสนใจ เพราะเมื่อ แยกออกไปแล้วก็จะเกิดความสำคัญขึ้นมา ซึ่งเป็นผลจากความแตกต่าง ที่ไม่ใช่แตก ต่างด้วยรูปลักษณะ แต่เป็นเรื่องของตำแหน่งที่จัดวาง ซึ่งในกรณีนี้ รูปลักษณะนั้นไม่ จำเป็นต้องแตกต่างจากรูปอื่น แต่ตำแหน่งของมันได้ดึงสายตาออกไป จึงกลายเป็น จุดสนใจขึ้นมา
3. การเน้นด้วยการจัดวางตำแหน่ง (Emphasis by Placement) เมื่อองค์ประกอบอื่น ๆ ชี้นำมายังจุดใด ๆ จุดนั้นก็จะเป็นจุดสนใจที่ถูกเน้นขึ้นมา และการจัดวางตำแหน่งที่ เหมาะสม ก็สามารถทำให้จุดนั้นเป็นจุดสำคัญขึ้นมาได้เช่นกัน
พึงเข้าใจว่า การเน้น ไม่จำเป็นจะต้องชี้แนะให้เห็นเด่นชัดจนเกินไป สิ่งที่จะต้อง ระลึกถึงอยู่เสมอ คือ เมื่อจัดวางจุดสนใจแล้ว จะต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้สิ่งอื่นมา ดึงความสนใจออกไป จนทำให้เกิดความสับสน การเน้น สามารถกระทำได้ด้วยองค์ ประกอบต่าง ๆ ของศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น เส้น สี แสง-เงา รูปร่าง รูปทรง หรือ พื้นผิว ทั้งนี้ขึ้นอยู่ความต้องการในการนำเสนอของศิลปินผู้สร้างสรรค์

เอกภาพ (Unity)
เอกภาพ (Unity)  หมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขององค์ประกอบศิลป์ทั้งด้านรูปลักษณะและด้านเนื้อหาเรื่องราว  เป็นการประสานหรือจัดระเบียบของส่วนต่าง ๆให้เกิดความเป็น หนึ่งเดียว เพื่อผลรวมอันไม่อาจแบ่งแยกส่วนใดส่วนหนึ่งออกไป การสร้างงานศิลปะ คือ  การสร้างเอกภาพขึ้นจากความสับสน  ความยุ่งเหยิง  เป็นการจัดระเบียบ และดุลยภาพ ให้แก่สิ่งที่ขัดแย้งกันเพื่อให้รวมตัวกันได้ โดยการเชื่อมโยงส่วนต่าง ๆให้สัมพันธ์กันเอกภาพของงานศิลปะ มีอยู่  2 ประการ คือ
1. เอกภาพของการแสดงออก หมายถึง การแสดงออกทีมีจุดมุ่งหมายเดียว แน่นอน และมี ความเรียบง่าย งานชิ้นเดียวจะแสดงออกหลายความคิด หลายอารมณ์ไม่ได้ จะทำให้สับสน ขาดเอกภาพ และการแสดงออกด้วยลักษณะเฉพาตัวของศิลปินแต่ละคน ก็สามารถทำให้ เกิดเอกภาพแก่ผลงานได้
2. เอกภาพของรูปทรง คือ การรวมตัวกันอย่างมีดุลยภาพ และมีระเบียบขององค์ประกอบ ทางศิลปะ เพื่อให้เกิดเป็นรูปทรงหนึ่ง ที่สามารถแสดงความคิดเห็นหรืออารมณ์ของศิลปิน ออกได้อย่างชัดเจน เอกภาพของรูปทรง เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อความงามของผลงานศิลปะ เพราะเป็นสิ่งที่ศิลปินใช้เป็นสื่อในการแสดงออกถึงเรื่องราว ความคิด และอารมณ์ ดังนั้นกฎเกณฑ์ในการสร้างเอกภาพในงานศิลปะเป็นกฎเกณฑ์เดียวกันกับธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ 2 หัวข้อ คือ
1. กฎเกณฑ์ของการขัดแย้ง (Opposition) มีอยู่ 4 ลักษณะ คือ
1.1 การขัดแย้งขององค์ประกอบทางศิลปะแต่ละชนิด และรวมถึงการขัดแย้งกันของ องค์ประกอบต่างชนิดกันด้วย
1.2 การขัดแย้งของขนาด
1.3 การขัดแย้งของทิศทาง
1.4 การขัดแย้งของที่ว่างหรือ จังหวะ
2. กฎเกณฑ์ของการประสาน (Transition) คือ การทำให้เกิดความกลมกลืน ให้สิ่งต่าง ๆ เข้ากันด้อย่างสนิท เป็นการสร้างเอกภาพจากการรวมตัวของสิ่งที่เหมือนกันเข้าด้วยกันการประสานมีอยู่ 2 วิธี คือ
2.1 การเป็นตัวกลาง (Transition) คือ การทำสิ่งที่ขัดแย้งกันให้กลมกลืนกัน ด้วยการ ใช้ตัวกลางเข้าไปประสาน เช่น สีขาว กับสีดำ ซึ่งมีความแตกต่าง ขัดแย้งกันสามารถทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีเอกภาพ ด้วยการใช้สีเทาเข้าไปประสาน ทำให้เกิดความกลมกลืนกัน มากขึ้น
2.2 การซ้ำ (Repetition) คือ การจัดวางหน่วยที่เหมือนกันตั้งแต่ 2 หน่วยขึ้นไป เป็น การสร้างเอกภาพที่ง่ายที่สุด แต่ก็ทำให้ดูจืดชืด น่าเบื่อที่สุด
นอกเหนือจากกฎเกณฑ์หลักคือ การขัดแย้งและการประสานแล้ว ยังมีกฎเกณฑ์รองอีก 2 ข้อ คือ
1. ความเป็นเด่น (Dominance) ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ
1.1 ความเป็นเด่นที่เกิดจากการขัดแย้ง ด้วยการเพิ่ม หรือลดความสำคัญ ความน่าสนใจในหน่วยใดหน่วยหนึ่งของคู่ที่ขัดแย้งกัน
1.2 ความเป็นเด่นที่เกิดจากการประสาน
2. การเปลี่ยนแปร (Variation) คือ การเพิ่มความขัดแย้งลงในหน่วยที่ซ้ำกัน เพื่อป้องกัน ความจืดชืด น่าเบื่อ ซึ่งจะช่วยให้มีความน่าสนใจมากขึ้น การเปลี่ยนแปรมี 4 ลักษณะ คือ
2.1 การปลี่ยนแปรของรูปลักษณะ
2.2 การปลี่ยนแปรของขนาด
2.3 การปลี่ยนแปรของทิศทาง
2.4 การปลี่ยนแปรของจังหวะ
การเปลี่ยนแปรรูปลักษณะจะต้องรักษาคุณลักษณะของการซ้ำไว้ ถ้ารูปมีการเปลี่ยน แปรไปมาก การซ้ำก็จะหมดไป กลายเป็นการขัดแย้งเข้ามาแทน และ ถ้าหน่วยหนึ่งมีการ เปลี่ยนแปรอย่างรวดเร็ว มีความแตกต่างจากหน่วยอื่น ๆ มาก จะกลายเป็นความเป็นเด่นเป็นการสร้างเอกภาพด้วยความขัดแย้ง